ยิ่งพยายามเหวี่ยงชีวิตให้โลดแล่นไปตามความสนุกของสังคมเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่าในใจกลับยิ่งเปล่าเปลี่ยวมากขึ้นเท่านั้น


สุดท้ายก็ต้องกลับมานั่ง พิจารณา ความเป็นจริงของชีวิตตามเดิม นั่นก็คือ "ชีวิตที่มีธรรมะ" หรือเป็นความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวกับชีวิต...

เพราะความจริงแล้ว คำตอบมันก็อยู่แทบเท้าเรานี่เอง...


ความสุขที่เราคิดว่าต้องถูกปรนนิบัติจากอามิสวัตถุภายนอกหรือกิเลสตัณหาต่างๆที่เรารับมาจากประสาทสัมผัสทั้งห้าหรือแม้แต่ "ทางใจ"...

อยากให้ทุกคนได้ลองหยุดคิดและพิจารณาสำรวจภายในตนสักนิด... ว่าตอนนี้เราเอง ใช้ชีวิตและมีจิตใจห่างไกลจากสิ่งที่เป็น ดั้งเดิม มากน้อยแค่ไหน...

....เข่นฆ่า... อาฆาต พยาบาทง... อิจฉาริษยากัน เพื่ออะไร
ในเมื่อทุกคน ต่างก็เคยเป็นญาติกันมาทั้งสิ้น

คนเราไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ชาติกำเนิด...ดังนั้นการกระทำและความคิดจึงต่างกัน
ไม่มีใครอยากเป็นคนเลวในสายตาคนอื่น...

เพียงแต่การที่เราจะมองใครออกจากใจของเรา ให้เรามองใจของเราดูก่อนดีกว่า
ตนเอง ยังพิจารณาไม่ถี่ถ้วน ... แล้วควรแล้วหรือที่เอาตาและใจไปคอยมองแต่สิ่งที่อยู่ภายนอกจิตใจตนเอง...

ถ้าเร่าไม่อยากให้ใครทำแบบไหนกับเรา ก็อย่าทำกับเค้าแบบนั้น แม้กระทั่ง "กรรมทางความคิด" หรือ มโนกรรม ก็ส่งผล หมอพิสูจน์มาแล้ว...และเห็นประจักษ์ 100% เลยว่า ฟ้ามีตา เวรกรรมมีจริง ... ผลแห่งความคิดและการกระทำมีจริง

ทุกอย่างในโลกล้วนเคลื่อนไหวและดึงดูดสรรพสิ่งด้วยพลังงาน...ดังนั้น แค่ความคิด ก็อย่าคิดว่า จะไม่มีผล!

                       

ตัวหมอ่น่ะ...ไม่ได้อยากจะปรัชญงปรัชญาหรือมธรรมะอะไรมากมาย...

แต่จะหมอทำอย่างไรล่ะ...
ก็ ในเมื่อ ทุกอย่างในธรรมะ มันคือ "ความจริงทั้งสิ้น"...

การมีชีวิตอยู่ด้วยปรัชญาแห่งการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง มีคนต้นแบบที่ดีงาม และมีธรรมะในจิตใจนั้น

หมอคิดว่า เป็นชีวิตที่มีความสุข เพราะสิ่งเหล่านี้จะไม่ดึงเราไปจากความเป็นจริง และจะทำให้ใจของเรา ปล่อยวางเรื่องบางเรื่องได้อย่างสบาย

แต่อย่าลืมว่า การกระทำทุกการกระทำ ต้องเดินทางสายกลาง และมีสติปัญญาประคองไปด้วยเสมอ...
หมายถึงว่า สิ่งไหนพิจารณาแล้ว ว่า ทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ ก็ควรละสิ่งนั้น... และหันมาใช้ชีวิตในทางที่เจริญและดีงาม...

โลกใบนี้มีความจริงรอให้ค้นพบอีกมากมาย
โลกที่เราเหยียบ...เรามองมันแค่สามมิติ ทั้งๆที่มีอีก สิบมิติ ให้เราได้ค้นหา...

อย่าใช้ชีวิตไปวันๆ...
อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไม่สมควรและไร้สาระ

ให้ธรรมะนำทาง...
มีชีวิตอยู่โดยคิดจะให้... ไม่ใช่คิดแต่จะเอา...

From: หมอก้อย

 

 

กลับสู่จุดเริ่มต้น

posted on 17 Apr 2010 00:09 by koymoo
...... ~_~......

หลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดหลังจากเรียนจบประมาณ สองอาทิตย์ และได้มีเวลาทบทวนหาสิ่งที่ชีวิตตนเองขาดหายไป จนมาช่วงหนึ่งจึงได้ลองไปค้นหาความหมายของชีวิตที่เป็นวัยรุ่น และได้ลองเสาะแสวงหา สิ่งที่เป็นโลกียสุขตามกระแสโลกดูบ้าง เช่น โพสรูปใหม่ๆ, เล่น facebook, เล่น msn หรือ chat หาเพื่อนใหม่ๆ...

เวลาผ่านไป หลังจากใช้ชีวิตแบบนี้มาได้ประมาณ สามวัน สิ่งหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจก็คือ "เรากำลังทำอะไรอยู่?" สิ่งที่เราทำมันได้ก่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง หรือมันทำให้สังคมสูงขึ้นหรือเปล่า??? คำตอบคือ เปล่า... งั้นเราทำไปทำไม หนำซ้ำเราทำแล้ว เราเองก็ไม่ได้มีความสุขเพิ่มมากขึ้น นั่นหมายความว่า ความสุขของเรา อาจต้องทวนจากกระแสโลก อาจต้องเสี่ยงกับการมีเพื่อนน้อย มีชีวิตอยู่กับหลักธรรมะและอุดมการณ์ ใช้ชีวิตโดยคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมและสังคม มากกว่าที่วันๆนึงจะมานั่งโพสรูปเล่นๆหรือ นั่งคุยกับเพื่อนใน facebook ...

นั่นหมายความว่า เราคิดว่า การทำตามกระแสโลก และการทำตามคนส่วนใหญ่ เพื่อไม่ให้เป็น แกะดำ นั้น อาจทำให้เราได้เติมความสุขส่วนที่เราคิดว่ามันหายไป แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ยิ่งทำให้ ความสุขเรา หายไป... เราเองได้กลับมาพิจารณาและได้ค้นพบว่า สิ่งภายนอกเหล่านี้ มันยิ่งกลับทำให้เรา ห่างไกลออกจากความเป็นจริงมากขึ้น มันทำให้เราเสียเวลา แทนที่เราจะเอาเวลาที่มีค่าไปทำประโยชน์อย่างอื่นที่ก่อให้เกิดคุณค่าที่แท้จริงแก่ตัวเราเองและสังคม ...หากเราพิจารณาว่ามันน่าจะเพียงพอแล้ว ก็ควรหยุด ไม่ใช่ดันทุรังทำ จนกลายเป็นสิ่งเสพติดทางใจหรือเรื่องไร้สาระ...

ถามว่า การได้มาซึ่งความสุขของตัวเราเอง ยอมแลกไหมกับการที่ต้องสูญเสียการทำตามกระแสสังคมบางอย่าง... คำตอบในใจคือ ยอมนะ หากพิจารณาแล้วว่า การที่เราเสียอะไรบางอย่างซึ่งมันไม่มีค่า เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์บางอย่างที่แท้จริงในชีวิต...

สิ่งที่คนภายนอกมองว่ามันคือความจริง แท้จริงแล้ว มันคือ "สิ่งแปลกปลอม" ที่แฝงมาในรูปแบบของความต้องการของคนในสังคม


อุดมคติเดิมๆในการดำเนินชีวิตของเราก็คือ...

ใชชีวิตในแต่ละวินาทีให้คุ้มค่าโดยการแสวงหาความสุขที่แท้จริงในชีวิต
เมื่อหาเจอแล้ว ก็พยายามทำสิ่งนั้น และเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้กับคนอื่นที่ไม่มีโอกาสแบบเรา


คนเรา...หากมีชีวิตอยู่แบบไม่มีอุดมการณ์
ก็ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม...จริงไหม...

ใช้ชีวิตในแบบที่กลับสู่จุดเริ่มต้นดีกว่า...
ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นธรรมะ...ชีวิตที่เป็นธรรมชาติ
.....
เพลง ขอได้ไหม ของ seven

แต่ละคนล้วนฝันจะมีคืนวันที่ดี แต่บางทีฝันนั้นก็มีไม่สมดังใจ
อาจจะล้าอาจจะท้อ ชีวิตต้องเดินต่อไป แม้ว่าเส้นชัยสวยไม่เหมือนกัน

หากวันนี้ค้นพบทางเดินที่ดีของตน อาจมีใครบางคนกำลังหกล้มซมซาน
เหลือบไปมองอาจจะเห็น บางทีเขาเพียงต้องการ ข้าวสักครึ่งจาน แค่พอมีเรี่ยวแรง

ขอได้ไหมหัวใจที่ดีต่อกัน แม้มีใครต้องการก็ปันก็แบ่งไป
ขอได้ไหมให้ได้ไหม แล้วอย่าถามว่าได้อะไร ให้ไปสุขใจก็คือได้คืน

แต่ละคนนั้นเหมือนกันตรงมีลมหายใจ แต่จะใช้ชีวิตยังไงต้องเลือกกันเอง
เมื่อได้สูงกว่าใครๆ ท้องฟ้านั้นคงวังเวง เพราะว่าผู้คนอยู่กันบนพื้นดิน