บ่อยครั้งที่เฝ้าถามตัวเองว่าชีวิตนี้ เราเกิดมาเพื่ออะไร

ที่เรายังมีลมหายใจและมีเลือดเนื้อนี้ เพื่อสิ่งใด...

อะไร คือ สิ่งที่จะเป็น คุณค่าสูงสุดของชีวิตเรา

...ที่ทำให้เราไม่เสียความเป็นชาติของมนุษย์ ที่ได้เกิดมา

หลายๆอย่างที่ฉันเองทำแล้วมีความสุข

แม้กับคนอื่นอาจจะดูว่า “เพี้ยน” ไปบ้าง

แต่ก็นับว่า ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

มันคงไม่มีความหมายอันใด

หากความสุขของเรา ไม่ได้เกิดจากการสร้างความสุขให้ผู้อื่น

คนดี เขาเป็นกันยังไง ยังไม่รู้เลยอันนี้ พูดจากใจจริงๆ

แล้วคนเลว จะต้องเป็นแบบไหน ก็ไม่รู้อีกเช่นกัน

เพราะความจริงของโลกใบนี้ มันก็ไม่ได้มีคำว่า “ดี” หรือ “เลว” มาตั้งแต่ต้น

เพียงแต่ “คน” และ “การปรุงแต่งของใจ” ต่างหากที่ไปสร้างให้มันเกิดขึ้น

 

ดังนั้น สำหรับตัวฉันเอง จึงไม่เคยมองว่าใครดีและเลว

 

เพราะทุกคน มีสิทธิและมีคุณค่าของ “ความเป็นมนุษย์” อยู่เท่ากัน

...ตั้งแต่ พระ ไปจนถึง โจร...

 

สำหรับฉัน คุณค่าสูงสุดในชีวิต ก็คือ การได้ให้ผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ

ซึ่งผู้รับ ก็พร้อมจะรับและสุขใจไปพร้อมๆกัน

 

บางที ฉันก็แอบน้ำตาไหลไม่รู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้...

 

ถ้าอ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว ถ้าจะมองว่าฉันเป็นคนเลว ก็ไม่ว่า แต่อย่ามองว่า ฉันเป็นคนดีเลย

เพราะคนดี ต้องดีทั้งกาย วาจา และใจ อย่างนั้น ถึงจะเรียกว่าดีจริง

ซึ่งฉันเองก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดาๆคนนึงที่ยังมีกิเลส

ที่ฉันเขียนบทความนี้ขึ้นมา ก็เพียงแค่อยากจะเตือนท่านผู้ที่กำลังอ่านอยู่นี้ว่า

รู้แล้วหรือยังว่า อะไรคือคุณค่าสูงสุดในชีวิตของคุณ

หากคุณต้องตายในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า

คุณยังจะมีเวลามาถอนหายใจทิ้งเฉยๆแบบนี้ไหม

เอาล่ะ ฉันเองไม่ได้ขู่คุณ หรือมองโลกในแง่วิปริต

แต่แค่เราหายใจเข้า แต่ไม่หายใจออก เราก็ตายแล้ว ถูกไหม?

ยังมีลมหายใจอยู่ ก็รีบแสวงหาคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตซะ...

แล้วว่างๆก็นั่งถามกับตัวเองบ้างนะว่า...วัยอย่างเรา ... ควรแล้วหรือ ที่เอาเวลาว่าง ไปเข้าเธค ผับ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

ควรแล้วหรือ ที่เอาเวลาว่างๆ มา “ฆ่าเวลา” ด้วยการ ดูรูปโป๊

ควรแล้วหรือ ที่ว่างมาก ถึงขนาดเอาเวลา

มานั่งนินทาคนนั้นคนนี้ หรือเกลียดชังใครต่อใคร

 

...กับคำถามที่ว่า “เราเกิดมาทำไม” ดูเป็นคำถามสากลจังเลยนะ

 

แต่ฉันคิดว่า คำตอบที่ถูกต้องมันไม่มีเฉลย ไม่มีถูกหรือผิด

เพราะ คุณนั่นแหละที่ ต้องเป็นผู้ตอบเอง

เวลาเราเหลือไม่มากหรอก

เอาล่ะ...ถึงอย่างไร อย่างน้อย ฉันก็ได้รู้แล้วว่า

คุณค่าที่แท้จริงในชีวิตของฉันคืออะไร

แล้วคุณล่ะ

...พบคุณค่าหรือความงามที่แท้จริงในชีวิตของคุณ... แล้วหรือยัง?

 

BY: มรกต จงจินตรักษา 14/11/52

 

If you think you are unhappy, look at them. ถ้าคิดว่าคุณไม่มีความสุข ลองดู คนพวกนี้

 

If you think your salary is low, how about her?

ถ้าคิดว่าเงินเดือนคุณน้อย ... แล้วเธอคนนี้ ละ

 

If you think you don't have many friends.

ถ้าคิดว่าคุณไม่มีเพื่อน .......

 

When you feel like giving up, think of this man.

เมื่อรู้สึกท้อแท้ ... คิดถึงชายผู้นี้ นะ

 

If you think you suffer in life, do you suffer as much as he does?

ถ้าคิดว่าชีวิตคุณช่างยากลำบาก .... คุณลำบากเท่าคนนี้้ไหม ?

 

If you complain about your transport system, how about theirs?

ถ้าไม่ชอบ ระบบขนส่งมวลชนของคุณ ... ดูคนพวกนี้สิ

 

If your society is unfair to you, how about her?

ถ้าคุณคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม . .. แล้วเธอละ

 

Enjoy life how it is and as it comes. Things are worse for others and a lot better for us

ชื่นชมชีวิต ในสิ่งที่มันเป็น... ในอย่างที่มันมา. ทุกสิ่งแย่กว่าสำหรับคนอื่นๆ และดีกว่ามากสำหรับเรา

 

There are many things in your life that will catch your eye but only a few will catch your heart---- pursue those.

มีึหลายสิ่งในชีวิตที่ คุณเห็นได้ด้วยตา แต่มีเพียงจำนวนน้อย ที่จะจับใจคุณ .... จงหาให้พบ

 

 

เกลียดผัก .....

... พวกเขากลับอดอยาก .............

 

 

เบื่อ ความใส่ใจของพ่อแม่ ? ....

..... พวกเขาไม่มี พ่อแม่ เลย

 

 

อยากได้ Adidas แต่ ได้ Nike แทน งั้นหรือ ?

..... พวกเขามี ยี่ห้อเดียว

 

 

ไม่ชอบที่นอน หรื่อ ?

... พวกเขาหวังว่าจะไม่ต้องตื่น

 

 

คุณยัง บ่น อยู่ รึเปล่า ?

 

 

ลองมองไปรอบตัว และขอบคุณ ในทุกๆ สิ่งที่ คุณมี ในช่วงขีวิต ที่ไม่ยั่งยืน

 

พวกเราโชคดี เพราะ เรามีมากกว่าสิ่งที่เราต้องการ

แต่อย่าหลงระเริงไปกับวังวนแห่ง ลัทธิบริโภค และ ความไร้ยางอายที่ สังคม "ก้าวหน้าและทันสมัย" ได้หลงลืมไป

จนมองข้ามประชากรอีก 2 ใน 3 ซึ่งเป็น พี่น้องร่วมโลกใบ นี้ ของเรา

 

 

 

 

พวกเราชวนกัน มา "บ่น" ให้น้อยลง และ "ให้" มากขึ้น

 

 

หมอ...เหนื่อยเหลือเกิน

posted on 02 Nov 2009 09:14 by koymoo

( รูปนี้คือ "สมเด็จพระบิดาแห่งวงการแพทย์ไทย" ผู้ทรงกล่าววรพจน์ที่หมอทุกคนจำได้คือ

I don't want you to be only a doctor but I also want you to be a man

แปล-- ฉันไม่ต้องการให้เธอเป็นเพียงหมอเท่านั้น แต่ต้องการให้เธอเป็นมนุษย์ด้วย)

 

ทุกวันนี้เฝ้าถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า ทำไมเราต้องมาเป็นหมอ ...

ยังจำได้ว่า วันแรกที่เด็กโรงเรียนประจำอำเภอ อย่างฉัน เอนท์ติดหมอ  ซึ่งเป็นคนเดียวในโรงเรียนตอนนั้น ฉันร้องไห้น้ำตาไหล พลางวิ่งไปกอดและกราบเท้าพ่อและแม่ ที่ทำให้ฉันได้มีวันนี้ หากไม่มีท่านทั้งสอง ฉันคงไม่มีกำลังใจจะเอนท์ติดคณะนี้แน่ๆ เพราะฉันไม่เคยอยากเรียน ไม่ใช่อาชีพในฝัน แต่อยากเรียนหมอ เพื่อ ให้ "พ่อและแม่" ภูมิใจ ลบคำดูถูกของคนในตลาด และสร้างชื่อเสียงในวงศ์ตระกูล...

 

บัดนี้ฉันเรียนมาถึงปีสุดท้ายของการเรียนแพทย์ นั่นคือปีที่ 6 ...

การเรียนที่เต็มไปด้วยน้ำตา และความหวาดกลัว....กลัวอะไร

กลัวเยอะมาก กลัวรุ่นพี่ กลัวคะแนนสอบไม่ดี กลัวสอบตก กลัว กลัว และกลัว...

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เมื่อชีวิตเริ่มเข้าใกล้ชีวิตของคนเป็นหมอมากขึ้น ฉันเริ่มค้นหาคำตอบในตัวเอง ทั้งๆที่ฉันอยากเป็นเภสัช ทั้งๆที่ฉันอยากเป็นนักร้อง แล้วทำไม ฉันต้องมาลำบากเรียนหมอ ตื่นแต่เช้า อ่านหนังสือหนักมาก และเสียเวลาความเป็นส่วนตัว เพื่อเอาความรู้ไปใช้ในการรักษาคนไข้ ซึ่งเขาก็ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับเราเลยสักนิด.....

ฉันเกลียดเสียงโทรศัพท์จากพยาบาลที่โทรมาปลุกฉันตอนฉันหลับไปแล้วเสมอๆ

ฉันเกลียดการอยู่เวร

ฉันเกลียดการที่ต้องอดตาหลับขับตานอนเพื่อลุกขึ้นมาดูคนไข้ ตอนตี 3!

 

...................

แต่...ในวันทื่ฉันเริ่มร้องไห้บ่อยขึ้น และหนักขึ้นทุกวัน...

โดยที่ฉันเองก็ไม่เคยบอกใคร

 

 

แม่ของฉัน ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ฉันสนิทด้วยมากที่สุด ก็โทรมาพร้อมกับเสียงปลายสายบอกว่า "ลูกก้อย ใกล้จบแล้วนะลูก แม่ซื้อเสื้อไว้รอรับปริญญาหนูแล้ว ..." และแม่ก็เริ่มเล่าถึงเรื่องราวในอดีต สมัยที่ฉันและแม่เฝ้าตระเวนไปเรียนพิเศษด้วยความยากลำบากมาก แต่มีอยู่เรื่องราวหนึ่งที่แม่ไม่เคยบอกฉัน....

 

แม่ของฉันเป็นคนธรรมะธัมโม และท่านมักจะชอบไหว้พระทำบุญเสมอๆ

แม่ฉันบอกว่า "แม่ไปขอพระบิดา ให้ลูก ว่าขอให้ลูกคนสุดท้าย (คือฉันเอง) ติดเป็นหมอด้วยเถิด เพือรับใช้เบื้องพระยุคลบาท รับใช้ประชาชน รักษาคนยากคนจน ยามป่วยไข้ ขอให้ลูกคนสุดท้ายติดคณะแพทย์ด้วยเถิด"

 

 

 

...........................

.............

.......................

 

 

แม่........

 

แม่พูดอะไรออกไป.............

 

ฉันนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด โดยที่ผู้เป็นแม่ยังคงเล่าเรื่องราวแต่ครั้งอดีตให้ฉันฟัง

 

ทำไมแม่ไม่ถามฉันสักคำว่า ฉันอยากเป็นหมอไหม

แม่รู้ไหม กว่าจะจบเป็นแพทย์ มันเหนื่อยมากสาหัสแค่ไหน กับคนที่หัวไม่ดีและเข้าใจอะไรยากแบบหนู

 

แม่ไปสัญญากับพระบิดาแบบนั้น....แล้วฉันจะทำยังไง

 

ฉันนั่งคิดถึงคำพูดของแม่หลายวัน ในขณะเดียวกันที่ฉันก็ร้องไห้อย่างหนักทุกวัน...............

 

 

สองสามวันต่อมา โดยที่ฉันไม่เคยคิดถึงพระองค์ท่าน

ฉันฝันถึง พระบิดา, สมเด็จย่า และรัชกาลที่ 9

 

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันก็ฝันถึง รัชกาลที่ 5

ฉันเห็นใบหน้าของท่านเต็มๆ

ท่านลูบหัวฉันและบอกฉันว่า "ทำดีแล้วลูก"

 

และสองสามวันต่อมา ฉันก็ฝันเห็นในหลวงและสมเด็จย่าอีก......

 

 

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความอ่อนล้าและน้ำตาในใจของฉันได้หายไปหมดสิ้น

 

แม้ในใจฉันอยากจะเลิกเรียนแค่ไหน อยากจะร้องไห้แค่ไหน ก็ทำไม่ได้แล้ว

 

เหมือนท่านมาให้กำลังใจฉัน

 

ทุกวันนี้ ฉันมีกำลังใจในการเรียนและดูแลคนไข้ขึ้นมามาก

 

ฉันรู้แต่เพียงว่า

 

ฉันต้องเป็นหมอที่ดี พยายามศึกษาหาความรู้เพื่อเทิดทูนบุญคุณบิดามารดา , พระบิดา, สมเด็จย่า, ในหลวง, อาจารย์ใหญ่, คนไข้ และครูอาจารย์ทุกคน

 

ฉันบอกกับตัวเองว่า ถึงจะลำบากแค่ไหน ก็ต้องอดทน เพื่อพระบิดา เพื่อคนไข้ เพื่อพ่อและแม่

 

ฉันต้องเรียนแข่งกับตัวเองให้ได้ พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

 

ฉันคิดว่าท่ามกลางผู้คนมากมาย ที่เราคิดว่าไม่มีใครสนใจเราเลยนั้น

 

ยังมีบางสิ่งจากเบื้องบนคอยมองเราตลอดเวลา

 

ฉันจะไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

 

นอกจากการเรียนและความรู้เพื่อนำไปรักษาคนไข้

 

ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองเกิดมาทำไม และอะไรคือคุณค่าสูงสุดในชีวิตของฉัน

 

หลังจากที่ฉันเฝ้าถามตัวเองมานาน บัดนี้ฉันก็ได้รู้แล้ว

 

ขอบพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน

 

ขอบคุณคุณแม่

 

ขอบคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านที่คอยช่วยเหลือลูกมาตลอด

 

ขอบคุณตัวหนังสือทุกตัวที่ลูกได้อ่าน

 

ขอบคุณคนไข้ที่เป็นเสมือนอาจารย์ของลูกทุกคน

 

วันนี้ลูกจะพยายามเป็นหมอที่ดี  เพราะลูกได้รู้แล้ว

 

ว่าคุณค่าสูงสุดที่แท้จริงในชีวิตลูกคืออะไร

 

และลูกจะทำความดีทุกๆอย่าง ที่ถึงแม้กระทั่งลูกตายในวินาทีนี้ ลูกก็จะไม่เสียใจ

 

ลูกขอสัญญาค่ะ...

 

BY: มรกต จงจินตรักษา นิสิตแพทย์ มศว ปีที่ 6

2 พฤศจิกายน 2552